NUT's profileNUT " REGGAE" JUNGPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
NUT " REGGAE" JUNG |
||||||||||||
|
October 25 เจ้าพ่อแห่งดนตรีแนวREGGAE
Bob Marley
คุณคงคุ้นเคยกับภาพของชายผิวดำ ผมเดรดล็อก คนนี้ดี ในนาม บ็อบ มาร์ลี่ย์ (ไม่ได้อ่านว่ามาเล่ย์) คุณอาจเคยได้ยินเพลง ของเขาหลายเพลงด้วยกัน แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีคนรู้จักตัวตนและความ สำคัญของ Bob ต่อสังคมที่เขาอยู่มากน้อยแค่ไหยเขาคือศิลปินคนแรกจากประเทศโลกที่สาม ที่โด่งดังไปทั่วโลก... ที่ขาวกว่าเด็กๆ Jamaican ด้วยกัน พ่อเขาเป็นนายทหารชาวอังกฤษวัย 50 นาม “ผู้กอง Norval Marley” ที่ Bob ไม่เคยเห็นหน้า เพราะพ่อจากไปตั้งแต่คืนที่แต่งงานกับแม่!...และก็ทิ้งเขาไว้กับแม่อายุ17! และคุณตา ในสภาพ ที่จนและลำบาก (จริงๆพ่อกลับมาขอ Bob ไปเลี้ยงตอน 5 ขวบแต่ก็เลี้ยงอย่างละทิ้งจนแม่ต้องไปรับคืนมา) แม่และ Bob ย้ายบ้านเข้าไปอยู่ใน Government yard ใน Trench town...ย่านหนึ่งใน Kingston เมืองหลวงของ จาไมก้าสภาพน่าจะประมาณสลัม แต่มี 2 ชั้น หลายเพลงของ Bob Marley มีเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองและย่านนี้ รวมทั้ง No woman, No cry (แต่เพลงนี้ Tartarเพื่อน Bob เป็นคนแต่งต่างหาก) ที่ย่านแห่งนี้เอง Bob ได้ศึกษา ดนตรีและกีตาร์ด้วยตัวเองจากเพื่อนๆในย่าน และรวมตัวกันตั้งวงด้วยกันชื่อ The Teenagers และเปลี่ยนชื่อมาเป็น The Wailers จนได้ออกแผ่นเสียงกับค่ายหนึ่งในจาไมก้า ต่อมาเขาก่อตั้งค่ายเพลงขึ้นเองกับ Rita ภรรยา และเพื่อน The Wailers บางคน จนสุดท้ายเป็นสมาชิกของค่ายเพลงดังในอังกฤษที่ก่อตั้งครั้งแรก ในจาไมก้า อย่าง Islands ซึ่งได้สนับสนุน Bob อย่างเต็มที่ทั้งทุน และการโปรโมท จนเขาได้ทัวร์คอนเสิร์ตหลายที่ในอเมริกาและยุโรปจนโด่งดัง... ด้วยดนตรีไพเราะแปลกหู ที่มากับเนื้อหาขบถเรียกร้องเสรีภาพของคนเชื้อสายแอฟริกัน
Bob Marley เคยถูกลอบยิงก่อนวันแสดงคอนเสิร์ต Smile Jamaican (ปี 1976) 2 วัน (เขาคือลูกหลงของการเรียกร้องเสรีภาพ) ตัวเขาบาดเจ็บพอสมควร แต่ยังยืนยันที่จะขึ้นร้องเพลง เพราะเชื่อว่ามีประชาชนรอเขาอยู่เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นเขาหลบไปพักที่เกาะหนึ่งในบาฮาม่า นานถึง 15 เดือน ต่อด้วยบ้านพักที่อังกฤษในเมืองเชลซี แล้ว “ปาติหาน” ก็มีจริง ด้วยดนตรีของ Bob Marley ในปี 1978 เหตุบ้านการเมืองของจาไมก้าไม่ดีขึ้นเลย ด้วยการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาล เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ การฆ่าฟันเกิดขึ้นมาก และการเขม่นกันของ 2 พรรคคู่แข่ง (เขม่นกันขนาดสงครามกลางเมืองย่อมๆเลย) คอนเสิร์ต ที่ชื่อ One love, Peace concert จึงกำเนิดขึ้น ด้วยความหวัง จะช่วยบรรเทาเหตุการณ์อันเลวร้าย มีศิลปินชั้นนำร่วมแสดงถึง 16 คณะ และแน่นอน ต้องมี Bob Marley ปาฏิหาริย์นั้น เกิดขึ้นบนเวที ระหว่าง การเล่นเพลงJammin’ เมื่อ Bob ได้เชิญผู้นำทั้งสองพรรคขึ้นบนเวที (แล้วมันก็ขึ้นมาซะด้วย)....จับมือของทั้ง คู่กุมไว้ด้วยกันเหนือหัว แล้วกล่าวว่า (โดยย่อ) “เพื่อให้โลกเห็นว่าเราสามัคคีกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผมพูดไม่เก่ง บอกให้โลกรู้ว่า เราจะรวมกันเป็นหนึ่ง..เราจะรักกัน”ไม่มีใครรู้ว่าการนำคู่แข่งทางการเมืองมาจับมือกันจะได้ผลเพียงใด ในทางปฏิบัติแต่ที่ทั้งโลกรู้ก็คือ พลังอำนาจจากดนตรีมีมากกว่าไว้ฟังเพื่อความบันเทิง*เขาได้รับรางวัล Medal of Peace จากสหประชาชาติในปีนั้นเอง3 ปีต่อมา Bob Marley จากโลกไปเมื่ออายุ 37 ด้วยโรคมะเร็ง พิธีศพของเขาจัดขึ้น อย่างยิ่งในใน Kingston MR. Michael Manley และ MR Edward Seaga... ก็มาร่วมงานด้วย *ย่อหน้านี้นำมาจากหนังสือ “ BM ขบถแห่งโลกที่ 3” ของคุณ ปรารถนา รัตนะสิทธิ์
เพลงที่เปิดอยู่คือ Jammin' ถ้าฟังจนจบ จะต่อด้วยเพลงนี้...Redemption Songs … เพลงที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นตัวแทนของ Bob Marley และ Rastafari ได้ดีที่สุด เนื้อหาพูดถึงตั้งแต่ การถูกซื้อตัวมาเป็นทาสจากแอฟริกาแหล่งกำเนิด พูดถึงการเป็น“ทาสทางร่างกาย” และ “ทาสทางจิตใจ” แปลแบบบื้อๆนะคะ รบกวน Rastafarian ช่วยชี้แนะด้วย!!!
Old pirates, yes, they rob I; โจรสลัดปล้นข้ามา ปลดตัวท่านออกจากการเป็นทาสทางจิตใจ มีแต่เราเท่านั้นที่จะปลดปล่อยจิตใจเราได้ อย่าไปกลัวเลยพลังงานปรมณู (ตรงตัวงี้?) เพราะไม่มีใครหยุดเวลาได้ เขาจะฆ่าพระผู้เผยแพร่ของเราเมื่อไหร่? ในขณะที่เราได้แต่แค่ยืนดู?
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
|
|
||||||||||
|
|